logo blog.kpping.me

รีวิว Mazda CX-5 จากผู้ใช้งานจริง 6 ปี++

รถมาสด้า CX-5 คันนี้เป็นรถส่วนตัวใช้มาตั้งแต่เริ่มทำงานที่ใหม่ จนตอนนี้ใกล้จะครบ 7 ปีแล้วเลยจะมาสรุปข้อดี ข้อเสีย ให้ฟังกันครับ

รุ่นรถที่ใช้งานปัจจุบัน: CX-5 2017 2.2 XDL AWD (ดีเซลตัวท็อปสมัยนั้น 😂)

รูปแบบการใช้งาน: ใช้ในชีวิตประจำวัน ขับเฉลี่ยวันทำงานประมาณวันละ 100-300 กม. (ทำงาน กทม-ชลบุรี) มีใช้ออกทริป ตจว. รับส่งครอบครัว โดยสาร 1-5 คน

ไมล์ตกเฉลี่ยปีละ 20K - 25K กม.

my cx-5 2017 xdl

รูป: CX-5 XDL ปี 2017

ข้อดี

  1. ประหยัดค่าน้ำมันมาก ก่อนที่จะมีรถไฟฟ้า สำหรับประเทศไทย ผมคิดว่ารถดีเซลคือรถที่น่าใช้ที่สุดสำหรับคนเดินทางเยอะครับ เพราะรัฐบาลมีการสนับสนุนค่าน้ำมันดีเซลมาโดยตลอด ทำให้ราคาถูกกว่าเบนซินพอสมควร

    การใช้งานหากวิ่งทางไกล ขับเรื่อย ๆ โดยเฉลี่ยอัตราบริโภคจะอยู่ที่ราว ๆ 19-22 กม./ลิตร หากวิ่งในเมืองที่รถติด จะอยู่ที่ราว ๆ 14-16 กม./ลิตร ครับ

great fuel consumption rate 22 km./liter

รูป: ประหนัดน้ำมัน 22 กม./ลิตร

  1. ปลอดภัย ด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือ ช่วยขับต่าง ๆ เช่นการปรับองศาพวงมาลัยตามเส้นถนน การแจ้งเตือนออกนอกเลน การแจ้งเตือนรถในจุดอับสายตา ขนาดของตัวรถ ทัศนวิสัย อัตราเร่ง มาสด้า CX-5 ทำได้ดีมาก ๆ ครับ (ใครสนใจออก CX-5 ตอนนี้ หรือ ซื้อมือสอง แนะนำให้ซื้อตัว Top เท่านั้นครับ)

  2. ขับขี่สบาย อาจจะด้วยสรีระของผม ผมรู้สึกว่า CX-5 นั่งสบาย (เบาะคนขับ) ที่สุดครับ นั่งสบายกว่ารถคันอื่น ๆ ในบ้าน ขับเดินทางไกลได้สบายมาก ๆ ขับได้เรื่อย ๆ ไม่ค่อยเมื่อยครับ

  3. เครื่องเสียงติดรถ (Bose) ถือว่าสอบผ่านครับ ไม่ได้เด่นแต่ก็ไม่ได้ขาดอะไรเช่นกันครับ ใช้งานได้ดี อัพเกรดต่อ Car Play, Android Auto ได้

  4. งานประกอบทั้งภายใน ภายนอก และวัสดุที่ใช้คุณภาพดีมาก ๆ ครับ เทียบชั้นกับรถใหม่ ๆ ในระดับราคาเดียวกันสมัยนี้ได้สบาย ๆ มาสด้าทำการบ้านสำหรับรุ่นนี้มาดีจริง ๆ ครับ

  5. ข้อนี้อาจจะแปลก ๆ ที่ใส่มาในข้อดี คือมาสด้า CX-5 ดีเซล เคยมีปัญหาฟ้องร้องกันในชั้นศาล โดยผลสรุปคือมาสด้าต้อง ดูแลเครื่องยนต์ให้ตลอดอายุการใช้งาน กรณีเกิดอาการน้ำดัน หรือ ง่าย ๆ คือถ้าน้ำดันก็ได้เปลี่ยนปะเก็น, หรือ Overhaul เครื่องยนต์,หรือ เปลี่ยนเครื่องใหม่ทันที ถ้าเราเป็นลูกค้าชั้นดี

    สร้างความมั่นใจในการใช้งาน และ ประหยัดไปเยอะมาก ๆ ครับ สำหรับคนที่ไม่ได้เปลี่ยนรถบ่อย ๆ

ข้อเสีย

  1. ต้องหมั่นดูแลรถยนต์ เปิดฝากระโปรงเช็กบ่อย ๆ เช็กระยะ เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามรอบ ใช้ Flushing (Engine Shampoo) ทุกครั้งก่อนเปลี่ยนถ่ายน้ำมัน (พยายามทำเครื่องให้สะอาดอยู่ตลอด)

  2. ควรขับขี่แบบที่ไม่ทำให้เครื่องร้อนหนัก เช่นการอัดรอบสูง ๆ

  3. น้ำมันดีเซลมีกลิ่นแรงกว่าเบนซินพอสมควรต่อให้เป็นดีเซล Premium (ยิ่งตอนเผา DPF กลิ่นแรงมาก ๆ เลยครับ)

  4. ถึงแม้ CX-5 XDL จะรองรับดีเซล B7 แบบปกติ (Euro 4+) แต่ควรสลับเติมดีเซล Premium (Euro 5+) ที่มีสาร (Additive) ในการทำความสะอาดด้วยครับ (ราคาของดีเซล Premium ค่อนข้างแพง) ปกติผมจะเติมธรรมดาไม่เกิน 10 ถัง แล้วเติม Premium 2 ถัง ครับ

  5. เครื่องดีเซล + ความหนักของรถ การออกตัวจะช้านิดหน่อยครับ ถ้าเหยียบคันเร่งลึกอาจจะมีกระชากบ้าง เหมาะสำหรับสไตล์คนค่อย ๆ ขยับครับ (แต่เวลาออกตัวไปแล้วเหยียบทำความเร็ว ลื่น ดีมาก ๆ ครับ ไม่มีกระชากแม้จะกดเติมเยอะ มาตามเท้ามาก)

การดูแล/การซ่อมแซม

ใช้งานมาเกือบ 7 ปี อะไหล่ที่มีการเปลี่ยนไปแล้วนอกเหนือจากการเช็กระยะ ..

  1. ปะเก็นเครื่องยนต์ (น้ำดันเล็กน้อย 1 รอบ เปิดเช็กตลอด รู้ตัวเร็ว เครื่องไม่เสียหาย)
  2. โช้คอัพหลัง 2 ตัว (ซึม 1 ข้าง แต่ควรเปลี่ยนเป็นคู่ จะได้ไม่ส่าย)
  3. ยางรถยนต์ Spec. เดิมทั้ง 4 เส้น
  4. สายพานเครื่องยนต์ + Pulley
  5. เฟืองพับกระจกมองข้าง
  6. บานกระจกมองข้าง
  7. ยางซีลขอบประตูทุกบาน
  8. แบตเตอรี่รถยนต์ 2 ลูก

ส่วนตัวผมถือว่าชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนน้อยมาก ๆ ครับ และ ราคาที่ถึงจะแพงกว่ารถยนต์ญี่ปุ่นอื่น ๆ แต่ก็ไม่ได้แพงถึงขนาดรถยุโรปครับ

ส่วนตัวถือว่า Happy กับการใช้งานมาก ๆ ครับ ศูนย์บริการมาสด้ามีความแฟร์ครับ สามารถคุยกันบนหลักเหตุผลได้ ผมว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่แบรนด์รถยนต์ที่มีช่องทางการสื่อสารที่ดีครับ

รถคันต่อไป ?

รถคันต่อไป ใจอยากจะลองกลับไปใช้ซีดานดูครับ รถดูสวยดี ที่เล็ง ๆ ไว้ หากเป็นไฟฟ้าจะมี BYD Seal กับ Ora S07 ที่ได้ลองจับ ลองขับดูแล้ว ค่อนข้างปลื้มกับวัสดุ และ การออกแบบ (แม้วัสดุภายใน CX-5 จะดีกว่าระดับนึง แต่ความอยากลองเล่นชนะครับ 555)

แต่ถ้าจะเป็น SUV ต่ออาจจะรอ CX-80, CX-90 หรือ BYD Seal U ครับ (SUV คงรอนานหน่อยครับ น้อง CX-5 ยังใช้งานดีอยู่มาก ๆ)